Tuesday, June 4, 2013

การสร้าง Line Pattern กับ Text


กลับมาอีกครั้งกับ Tutorial ครับ เมื่อไม่นานมานี้ ได้รับคำถามว่า เราสามารถสร้าง Line Pattern ที่มี Text ผสมได้หรือเปล่า (--s--s--s--) พบว่าทำได้ครับ แต่ต้องสร้างจาก Detail Component โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การสร้าง Text Symbol และการสร้าง Detail Item แบบ Line Based ดังนี้ครับ

การสร้าง Text Symbol
1.       ที่ Application Manu (R) > New > Family
2.       เลือก Metric Generic Annotation.rft จาก Library > Annotations


3.       ลบข้อความที่ปรากฏอยู่บน Workspace
4.       ที่ Create Tab > Properties > เลือก Family Types


5.       ที่ Family Types > Parameters > เลือก Add…


6.       ที่ Parameter Properties > Parameter Data ตั้งค่าดังนี้


7.       กด OK ทั้งที่ Parameter Properties และ Family Types
8.       ที่ Create Tab > Text > เลือก Label


9.       ที่ Modify|Place Label Tab > Format > เลือก Align Center และ Center Middle


10.       Click ที่บริเวณ จุดตัดของ Reference Plane บน Workspace
11.       ที่ Edit Label เลือก Add Parameter(s) to Label (ลูกศรสีเขียว)
12.       กด OK


13.       ผลลัพธ์ที่ได้
14.      จากนั้น ทำการ Save File นี้เก็บไว้
.

การสร้าง Detail Item แบบ Line based
15.       ที่ Application Manu (R) > New > Family
16.       เลือก Metric Detail Item line based.rft จาก Library > Annotations


17.       บน Workspace ประกอบด้วย 3 Reference Planes (เส้นประสีเขียว) และ 1 Reference Line (เส้นสีเขียว)


18.       ที่ Create Tab > Detail > เลือก Line


19.       บน Workspace ลากเส้นทับ Reference Line (เส้นสีเขียว)


20.       ใช้คำสั่ง Align ที่    Modify Tab > Modify > Align แล้ว Lock Line ที่วาดขึ้นเข้ากับ Reference Planes ทั้ง 3 จุด คือ ตัวเส้น และปลายทั้งสองด้าน ดังรูป


21.       ที่ Create > Detail > เลือก Symbol


22.       Load File ที่ทำในขั้นตอนที่แล้วเข้ามา
23.       นำ Family ที่ Load เข้ามาและวางลงบน Line ที่เขียนไว้ ดังรูป


24.       เลือก Symbol ที่สร้างขึ้น ที่ Properties > กด Edit Type
25.       ที่ Type Properties > Text > Text กำหนดค่า “S”


26.       กำหนดให้สามารถแก้ไข Text ใน Symbol ได้ โดยกดปุ่ม สี่เหลี่ยม ท้าย Type Properties > Text > Text
27.       ที่ Associate Family Parameter > เลือก <none>  จากนั้นกด Add Parameter…
28.       ที่ Parameter Properties > Parameter Data > Name > ตั้งชื่อว่า Text
29.       กด OK


30.       เลือกคำสั่ง Array ที่ Modify|Generic Annotations > Modify > Array
31.       ที่ Option bar > Move To กำหนดเป็น Last
32.       ที่ Workspace > Click เพื่อวางตำแหน่งการ Array


33.       กำหนด Dimension ที่ Symbol และ Reference Plane ทั้งสองด้าน ดังรูป


34.       ที่ Create Tab > Properties > เลือก Family Types
35.       ที่ Family Types > Parameters > เลือก Add…
36.       ให้สร้าง Parameter ชื่อ Offset และ Spacing ขึ้นมาจาก Parameter Properties โดยตั้งค่าดังนี้

              โดยค่า    Spacing กำหนดให้เป็นระยะห่างระหว่างตัวอักษร
          Offset     กำหนดให้เป็นค่าระยะห่างระหว่าง Symbol กับปลายเส้น
37.       กำหนดค่าให้แก่ Parameter ทั้ง 2 ตัว ประมาณ 200-300 มม.


38.       กด OK.
39.       เลือก Dimension ที่สร้างไว้ในข้อ (33.)
40.       ที่ Option bar > Label > เลือก Offset = 200


41.       เลือก Symbol ที่สร้างขึ้น จากนั้นเลือก Array Dimension ที่ปรากฏขึ้น
42.       ที่ Option bar > Label > เลือก <Add Parameter…>


43.       สร้าง Parameter ชื่อ No. ขึ้น เพื่อกำหนดจำนวน Symbol ที่ปรากฏขึ้นใน Line ดังนี้ (กำหนดเป็น Instance)


44.       ที่ Create Tab > Properties > เลือก Family Types
45.       ที่ Family Types > Other > No.(default) ที่ช่อง Formula > พิมพ์ “Length/Spacing” เพื่อกำหนดให้จำนวน Symbol เท่ากับ ความยาวของเส้น หารด้วย ระยะห่างระหว่าง Symbol


46.       กด Ok.
47.       ผลลัพธ์ที่ได้ (ก่อน Load ไปใช้ ให้เปลี่ยนค่า Length, Offset และ Spacing ให้สูง เพื่อทดสอบและป้องกัน Error เวลาใช้งาน)


เมื่อ Load ไปใช้ใน Project ให้เรียกใช้ด้วยคำสั่ง Detail Component จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

Friday, April 19, 2013

Autodesk Building Design Suite 2014 Available for Download


เมื่อวานนี้ ผมเข้าไปใน Autodesk Subscription Center พบว่า Autodesk Building Design Suite 2014 เปิดให้ลูกค้าที่มี Subscription สามารถ Download ไปใช้งานได้แล้วครับ

ทราบมาว่า Autodesk ยกเลิกการส่ง Physical Media (USB, DVD Software) ให้กับลูกค้า Subscription โดยให้ลูกค้า Download Software จาก Subscription Center มาใช้เอง แต่หากลูกค้าต้องการ Physical Media ต้องส่ง Request ให้ Autodesk ผ่านทาง Subscription Center โดยต้องใช้ Account ของ Contract Manager เท่านั้น


ขอแชร์ประสบการณ์หรือสิ่งที่ท่านจะได้พบในการ Download Software ผ่านทาง Subscription Center มีดังนี้ ไฟล์มีขนาดใหญ่มาก (Autodesk Building Design Suite Premium - 15.2GB) ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรในการ Download เมื่อ Download มาแล้วจะได้เป็นไฟล์ย่อยที่บีบอัด Software ไว้ประมาณ 4ไฟล์ (*.sfx.exe) และเมื่อทำการ Extract ไฟล์ย่อยทั้ง 4 ไฟล์ออกมาถึงจะได้ ไฟล์ที่ใช้สำหรับการ Install ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิมประมาณ 4-5 เท่า (Autodesk Building Design Suite Premium - 58.5GB - เพราะฉะนั้นหากท่านใดใช้ Download Manager ของ Autodesk แล้วพบว่า ไฟล์ที่ Download อยู่มีขนาด 58.5GB ไม่ต้องตกใจครับ ถูกแล้ว) ครับ ^ ^"

สำหรับท่านที่รอ Trial Version สำหรับ Autodesk Revit 2014 ก็มีให้ Download ทดลองใช้แล้วเช่นกันครับ ที่ Website ของ Autodesk ^ ^

Wednesday, April 17, 2013

Autodesk Cloud Credits

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายท่าน (ที่เป็นลูกค้า Subscription ของ Autodesk) คงได้รับ Mail จาก Autodesk เกี่ยวกับเรื่อง Autodesk Cloud Credits หากใครยังไม่ทราบหรือไม่เข้าใจ เกี่ยวกับ Cloud Credits ผมขออธิบายดังนี้ครับ

Autodesk Cloud Credits คืออะไร
Autodesk Cloud Credits คือ หน่วยที่ใช้สำหรับการขอรับบริการ Cloud Service จาก Autodesk หรือ Autodesk 360 เช่น Renderings และ Simulations เป็นต้น

เรามี Autodesk Cloud Credits เท่าไร
สำหรับลูกค้าของ Autodesk ที่มี Subscription อยู่ จะได้รับ Cloud Credits (CC) ที่ 100 CC/License/Year ซึ่งหากใครมี Software ของ Autodesk อยู่ 5 Licenses ก็จะได้รับ Cloud Credits 500 CC นั่นเอง

หากท่านใดต้องการซื้อ Cloud Credits เพิ่มเติม ราคาอยู่ที่ 100 USD ต่อ 100 CC หรือคิดเป็น 1 USD ต่อ 1 CC

สำหรับท่านที่ไม่ได้เป็นลูกค้า Autodesk (ในช่วงนี้) หากสมัคร Autodesk ID ที่ Website ของ Autodesk 360 จะได้รับ Cloud Credits ท่านละ 25 CC

สำหรับนักศึกษา ยังคงสามารถใช้บริการ Autodesk 360 ได้ ฟรี ครับ ^ ^

การหัก Cloud Credits ในการใช้บริการ Autodesk 360
ขอยกตัวอย่างการใช้บริการ Cloud Rendering หรือ Autodesk 360 Rendering นะครับ เพราะผมใช้งานบ่อยสุด

ซึ่งหากเราใช้คำสั่ง Render in Cloud ใน Autodesk Revit จะมีการคำนวณให้เราทราบครับว่า Setting ที่เราตั้งขึ้น ต้องใช้ Cloud Credits เท่าไร ดังรูป




การคำนวณค่าบริการ Rendering ขึ้นอยู่กับความละเอียดของรูป และ คุณภาพของการ Render

โดยคำนวณ ความละเอียดของรูปเป็นหน่วย Megapixels (MP) ซึ่งความละเอียดคำนวณจากความกว้าง x ความยาวของรูป (ในหน่วย Pixels (px)) เช่น รูปขนาด 1,000 x 1,000 px = 1 MP หรือ รูปขนาด 4,000 x 4,000 px = 16 MP เป็นต้น (1 MP = 1,000,000 px)

ส่วนคุณภาพของรูป มี 2 รฺูปแบบ คือ Standard และ Final ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังรูป


ดังนั้น การคำนวณค่าบริการ Rendering แบ่งได้ดังนี้
          - หาก Render แบบ Standard ความละเอียด ต่ำกว่า 1MP - FREE
          - หาก Render แบบ Standard ความละเอียด มากกว่า 1 MP - คิด 1CC/2MP
          - หาก Render แบบ Final ไม่ว่าความละเอียดใดก็ตาม - คิด 1CC/1MP

การตรวจสอบว่าเรามี Cloud Credits เหลืออยู่เท่าไร
ที่ผมใช้อยู่มี 2 วิธีดังนี้
1. Check จากการใช้คำสั่ง Render in Cloud ใน Autodesk Revit
          โดยบรรทัดแรก จะบอก Cloud Credits ที่ต้องใช้
          บรรทัดที่สอง จะบอก Cloud Credits ที่เรามีอยู่ (ก่อน Render)
          บรรทัดที่สาม จะบอก Cloud Credits ที่เราเหลืออยู่ (หลัง Render)

2. Log-in ที่ Website Autodesk 360 Rendering
          A) ที่มุมขวาบน ชี้ Cursor ที่ User Profile (ชื่อที่เราใช้ Log-in)
          B) เลือก Account Setting 
          C) เลือก Service Tab
          D) จะมีข้อมูลการใช้งาน Autodesk 360 ทั้งหมดแสดงอยู่ รวมถึง Cloud Credits ที่เรามีอยู่และใช้ไปเท่าไรด้วย

ข้อมูลอ้างอิง
- Rendering in Autodesk 360: Help

Thursday, April 11, 2013

Autodesk Revit 2014



จริงแล้วไม่ใช่ข่าวใหม่อะไรแล้วสำหรับตอนนี้ เพราะเปิดตัวไปสักพักพร้อมกับการเปลี่ยนภาพลักษณ์และโลโก้ใหม่ของ Autodesk  สำหรับ Autodesk Revit 2014 ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนคงได้อ่าน Review กับไปบ้างแล้ว และคงจะได้ลองเล่นกันอย่างเป็นทางการอีกประมาณเดือนหรือ 2 เดือน ตามการคาดการณ์ของผม

แต่หากใครยังไม่ทราบข่าวหรือยังไม่ได้อ่าน Review ผมขอแนะนำ Review ของคุณ David Light เช่นเคย What's new in Revit 2014? จากที่อ่านมา มีหลาย Features น่าสนใจครับ เช่น Displaced views, Non rectangular regions, Room calculation Point แต่รายละเอียดไม่ขอพูดถึงแล้วกันครับ เพราะยังไม่ได้ลองเล่นเอง

ในส่วนของ Features คงต้องรอสัมผัสของจริงก่อน จากข่าวที่ทราบมา Revit 2014 รองรับ Windows 8 เรียบร้อยแล้ว และแน่นอนยังคงใช้ได้บน Windows 7 แต่สำหรับคนที่ยังใช้ Windows XP คงต้องถึงเวลา Upgrade แล้วครับ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การติดตั้ง Revit 2014 ได้ที่ New in Autodesk Revit 2014 Installation

ขอให้สนุกสนานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเดินทางปลอดภัยทุกท่านครับ

Sunday, January 27, 2013

Section ที่หายไป


หลายคนคงเคยประสบปัญหาสร้าง Section ขึ้นมาแล้ว พบว่าบาง View Section ที่สร้างมาหายไป ซึ่งสามารถสันนิฐานได้ 2 กรณี ดังนี้ครับ

A. การตั้งค่า Hide at scales coarser than...
     1. หากเราสร้าง Section ขึ้น ใน View ใดก็ตาม แล้วทดลองปรับ Scale ของ View นั้นให้หยาบขึ้น เช่น จาก 1:100 เป็น 1:200 อาจพบว่า Section นั้นที่เราสร้างขึ้นนั้น หายไป


     2. วิธีแก้ไข ให้เลือกที่ Section แล้วดูที่ Properties > Graphics > Hide at scales coarser than ซึ่งจะแสดงค่า Scale หยาบสุดที่ Section นั้นจะแสดงขึ้นใน View เช่น หาก ค่าแสดงที่ 1:100 หมายความว่า หาก View นั้นแสดง Scale ที่หยาบกว่า 1:100 Section นั้นก็จะไม่แสดงผล


B. Section ที่เขียน ไม่ขนานกับ View ที่เปิดอยู่
     1. หากเราทดลองสร้าง Section ใน Plan 2 Section ดังรูป โดยที่เส้นหนึ่งขนานกับแนวแกนนอน ส่วนอีกเส้นหนึ่งทำมุมเฉียงกับแนวแกนนอน
        เมื่อเราเปิด Elevation ด้านข้างขึ้นมาจะพบ Section เพียงเส้นเดียว คือ เส้นที่วางขนานกับแนวแกนนอน


     2. วิธีแก้ หากต้องการให้ Section นั้นแสดงใน View จำเป็นต้อง Rotate Section นั้นให้ขนานกับ View หรือ Elevation นั้น (ซึ่งบ้างครั้งการสร้างใหม่จะง่ายกว่าครับ ^ ^")


Sunday, January 13, 2013

การตัด Beam ด้วย Reference Plane

ครั้งนี้ขอเสนอวิธีการตัด Beam โดยการใช้ Reference Plane นะครับ ช่วยให้เราสามารถตัดปาดหน้าตัดของ Beam แนวไหนก็ได้ครับ (ในตัวอย่างผมตัดจาก Elevation ครับ)

1. สร้าง Beam ขึ้นมาและ Reference Plane ขึ้นตามแนวที่ต้องการตัด ดังรูป

2. ใช้คำสั่ง Cut ที่ Modify Tab > Geometry Panel  > Cut

3. Click ที่ Beam ที่ต้องการตัด และ Click ที่ Reference Plane


4. ผลลัพธ์ที่ได้


Note: การตัดด้วยวิธีนี้ตัดได้ Beam ได้ครั้งละ 1 ท่อนเท่านั้น ถ้าต้องการตัดหลาย ๆ ท่อนต้องทำขั้นตอนที่ 3. – 4. สลับไปเรื่อย ๆ ครับ

Sunday, January 6, 2013

Happy New Year 2013

ถือโอกาสในช่วงปีใหม่นี้พูดคุยกันครับ หลังจากไม่ได้ Update blog ซะนาน จนเริ่มมีคนสงสัยว่า เลิกเขียนแล้วหรือเปล่า ขอตอบว่า ยังเขียนอยู่ครับ เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเวลา ยุ่งนิดหน่อยครับ แต่ยังคงติดตามความเคลื่อนไหวทั้งใน blog นี้และ blog อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Revit อยู่ตลอดครับ ขอขอบคุณทุก Viewer ที่ยังคงแวะเวียนเข้ามาชมกันอยู่ แม้จะไม่ค่อยได้ update ก็ตาม T.T

หวังว่าทุกท่านคงจะมีความสุข ประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ปรารถนาตลอดปี 2556 นี้นะครับ และหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่า เนื้อหาที่ได้ลงใน blog นี้และกำลังจะเพิ่มเติมอีกจะมีประโยชน์กับทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชมครับ สวัสดีปีใหม่ครับ